0item(s)

You have no items in your shopping cart.

Product was successfully added to your shopping cart.
Swipe to the left

โรคไขมันพอกตับ อันตรายที่ต้องระวัง

By kanokphan kamonkuptipong 3 months ago 180 Views No comments

15 ก.ค. 2019 2:25:49

เชื่อว่าหลายคนยังไม่รู้ถึงอันตรายและความรุนแรงของ “โรคไขมันพอกตับ (Fatty liver)” แต่ทว่าโรคนี้ถือเป็นอีกหนึ่งโรคใก้ลตัวที่ไม่ควรมองข้าม เพราะส่วนใหญ่ป่วยแล้วมักจะไม่แสดงอาการ จึงป่วยกันแบบไม่รู้ตัวและไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เพราะฉะนั้นถึงเวลาที่ต้องตระหนักถึงอันตรายของโรคไขมันพอกตับแล้วครับ


อันดับแรกมารู้จักหน้าที่ของตับกันก่อน
ตับ ถือเป็นอวัยวะสำคัญในการปกป้องและดูแลร่างกายให้แข็งแรง ด้วยการทำหน้าที่กำจัดสารพิษที่สะสมและตกค้างให้ออกไปจากร่างกาย สร้างสารภูมิคุ้มกันเพื่อให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่สร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบในการทำให้เลือดแข็งตัว รวมไปถึงการสร้างน้ำดีที่ทำหน้าที่ดูดซึมไขมันและวิตามินที่ละลายในน้ำมันอีกด้วย

เมื่อมีไขมันพอกตับ!
เมื่อใดก็ตามที่ตับไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดีดังเดิม ด้วยการมีสิ่งแปลกปลอมที่เป็นไขมันมาเกาะและพอกที่ตับ ซึ่งเจ้าไขมันนี้ใช่ว่าจะมีเพียงแค่ไขมันพอกอยู่บนตับเท่านั้น หากแต่หมายถึง การสังเคาระห์ไขมันที่ผิดปกติในตับอีกด้วย ทำให้ไขมันโดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์ ที่แทรกอยู่ในเซลล์ตับมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นประมาณ 5% - 30% ส่งผลทำให้ตับทำงานผิดปกติ หากไม่รักษาอาจพัฒนาเป็นตับอักเสบ ตับแข็ง และมะเร็งตับได้ในที่สุด


สาเหตุของโรคไขมันพอกตับ
ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคไขมันพอกตับเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ เช่น การดื่มสุรา, การสังเคราะห์ไขมันของตับผิดปกติ, โรคอ้วน, ภาวะไขมันในเลือดสูง, เบาหวาน, ตับอักเสบจากไวรัส, การขาดสารอาหาร, ผลข้างเคียงจากการใช้ยา เป้นต้น

8 ก.พ. 2019 3:28:09

อาการของโรคไขมันพอกตับ

ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการให้เห็นอย่างชัดเจน จึงมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพประจำปี อาการที่สังเกตุได้ดังต่อไปนี้

  • รู้สึกอึดอัดหรือปวดแน่นบริเวณชายโครงด้านขวา เบื่ออาหาร รู้สึกท้องอืด ท้องเฟ้อ คล้ายอาหารไม่ย่อย
  • ท้องผูกหรือท้องเสียเป็นประจำ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลียง่าย ไม่มีเรี่ยวแรง
  • ระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
  • ตรวจพบค่าเอ็นไซม์ตับ SGPT, SGOT สูงขึ้น
  • ในรายที่รุนแรงอาจมีอาการดีซ่าน (ผิวเหลืองและตาเหลือง)


การป้องกัน
แม้ว่าโรคนี้จะไม่มีอาการแสดง แต่ทว่าเราสามารถป้องกันโรคนี้ได้โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ก่อให้เกิดโรค เช่น ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา และที่สำคัญควรรักษาระดับไขมันในเลือดให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด


การดูแลร่างกาย
ควรหมั่นดูแลร่างกาย โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะสารอาหารที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดสารพิษออกจากตับ ช่วยให้ตับทำงานเป็นปกติ ตลอดจนช่วยบรรเทาอาการของโรคตับและอาการของภาวะน้ำดีผิดปกติ เช่น ท้องอืด อาหารไม่ย่อย เบื่ออาหาร เป็นต้น

แดนดิไลอ้อน (Dandelion) เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ช่วยขจัดสารพิษและเพิ่มประสิทธิภาพการทำลายสารพิษที่ตับ เนื่องจากมีฤทธิ์ส่งเสริมการทำงานของตับและเพิ่มการหลั่งน้ำดีมากขึ้น ทำให้เพิ่มอัตราการเผาผลาญอาหารจำพวกไขมันและคอเลสเตอรอลในร่างกาย นอกจากนี้ยังส่งเสริมการกำจัดของเสียที่ไตและมีฤทธิ์ขับปัสสาวะตามธรรมชาติ จึงเป็นการลดการสะสมของเสียและสารพิษอันเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ขนาดรับประทานที่แนะนำ 500-1,000 มิลลกรัมต่อวัน



โคลีน (Choline) เป็นสารอาหารชนิดหนึ่งซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับวิตามินบี มีความสำคัญต่อการช่วยขนย้ายไขมันและคอเลสเตอรอลออกจากตับ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการสลายไขมันและลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลที่ลำไส้ จึงช่วยลดการเกิดและความรุนแรงโรคไขมันพอกตับได้ ขนาดรับประทานที่แนะนำ 250-1,200 มิลลิกรัมต่อวัน