0item(s)

You have no items in your shopping cart.

Product was successfully added to your shopping cart.
Swipe to the left

อันตรายจากสารพิษโลหะหนัก ใกล้ตัวกว่าที่คิด!

By kanokphan kamonkuptipong 5 months ago 131 Views No comments

การได้รับสารพิษปนเปื้อน คุณอาจจะนึกถึงแค่ เชื้อโรคอย่าง รา ไวรัส หรือแบคทีเรียที่ปนมากับอาหารและน้ำดื่ม รวมไปถึงสารเคมีที่ปนมากับผักสด ผลไม้สด และเนื้อสัตว์ โดยอาจมาในรูปของยาปฏิชีวนะ ฮอร์โมน หรือยากำจัดศัตรูพืช หลายคนอาจมองว่าสารปนเปื้อนเหล่านี้ดูเป็นเรื่องไกล หากไม่ได้รับสารเหล่านี้เข้าไปโดยตรง โอกาสในการเกิดโรคแทบเป็นศูนย์ จะจริงหรือเท็จเพียงใดนั้น เรามีคำตอบให้คุณ


วัฏจักรของสารพิษ
ก่อนอื่นเราควรเรียนรู้ว่า วัฏจักรของสารพิษโดยเฉพาะกลุ่มโลหะหนัก มีความเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร แน่นอนว่า หากคุณเป็นหนึ่งในบุคลากรที่ทำงานโดยตรงกับสารพิษ หรือตั้งบ้านเรือนในเขตโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตสารเคมี เม็ดพลาสติก สิ่งทอ ฟอกหนัง สีสเปรย์ โรงถลุงโลหะ เหมืองแร่ และมีโอกาสใช้ดิน น้ำและอากาศในบริเวณดังกล่าวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน คุณอาจมีความเสี่ยงสูงจากการได้รับสารปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง

การรับสารพิษไม่จำเป็นต้องได้รับในปริมาณสูงภายในครั้งเดียว แต่คุณอาจได้รับสารปนเปื้อนเข้าไปวันละนิดละหน่อย จนร่างกายไม่สามารถต้านทานต่อพิษจากโลหะหนักได้ ร่างกายก็จะแสดงอาการต่างๆ ออกมาให้เห็น และคุณอาจตกใจหนักยิ่งขึ้น หากรู้ว่า ค่าครึ่งชีวิต (Biological half-life) ของสารโลหะหนัก สามารถฝังตัวอยู่ในร่างกายได้นานนับสิบๆ ปี ตัวอย่างเช่น แคดเมียม 10-35 ปี หรือสารปรอทสามารถจับกับเนื้อเยื่อสมองได้นานถึง 25 ปี เป็นต้น ดังนั้นการรับสารปนเปื้อนจากโลหะหนัก จึงเป็นภัยที่เกิดขึ้นได้ในระยะยาว พอมาถึงจุดนี้เราลองมาดูกันว่า สารปนเปื้อนกลุ่มโลหะหนักที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวันของเรามีอะไรบ้าง


อันตรายจากสารปรอท
เป็นสารที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีลักษณะสีขาวคล้ายเงิน เป็นของเหลวที่อุณหภูมิปกติ สามารถระเหยกลายเป็นไอได้ ทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ง่ายขึ้น


แหล่งที่มาของสารปรอท
ปัจจุบันสารปรอทถูกนำมาใช้ในทางอุตสาหกรรมมากมาย อาทิเช่น ปรอทในเทอร์โมมิเตอร์ อุปกรณ์ไฟฟ้า พลาสติก หลอดไฟฟลูออเรสเซนท์หรือที่เรียกกันว่าหลอดนีออนตามบ้านเรือน น้ำหมึก ยาสูบ กระบวนการในการผลิตยาปราบศัตรูพืช เป็นต้น

คนเราได้รับสารปรอทเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร?
การปนเปื้อนสารปรอทมาจากการกระจายของปรอทที่ปล่อยออกมาในรูปของละอองในอากาศ และยังสามารถปนเปื้อนกับแหล่งน้ำและดินได้อีกด้วย ถึงแม้ว่าคุณไม่ได้อยู่ใกล้กับโรงงานอุตสาหกรรมดังกล่าว แต่คุณสามารถรับสารปรอทจากการรับประทานสัตว์น้ำ โดยเฉพาะปลาและหอยแมลงภู่ ซึ่งมักเติบโตใกล้กับชายฝั่งของแหล่งที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านั้น ซึ่ง
วัฏจักรการปนเปื้อนของอาหารในมนุษย์ก็เกิดจากการที่สัตว์น้ำกินแพลงตอน ซึ่งปนเปื้อนสารปรอทและส่งผ่านเข้าสู่มนุษย์ในเวลาต่อมานั่นเอง


ความเป็นพิษของสารปรอท
พิษจากสารปรอทพบครั้งแรกในเมืองมินามาตะ ประเทศญี่ปุ่น จึงทำให้เกิดโรคที่เรียกว่า โรคมินะมะตะ (Minamata) นับตั้งแต่นั้นมา อาการพิษที่เกิดจากสารปรอทนั้นเกิดจาก สารปรอทเป็นตัวทำลายระบบต่อมไร้ท่อ ทำให้เกิดความผิดปกติของฮอร์โมน และยังทำลายระบบประสาทและสมอง อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ อ่อนเพลีย กล้ามเนื้อไม่มีแรง ซึมเศร้า ภูมิแพ้ ปวดศีรษะ ผมร่วง เป็นหมัน มีปัญหาเรื่องการนอน นอกจากนี้พบว่าพิษจากปรอทยังเกี่ยวข้องกับโรคออทิสติกในเด็ก และการเกิด Multiple sclerosis (MS) จากการทำลายเยื่อหุ้มไมอิลิน (Myelin Sheaths) และเส้นประสาทแอกซอน (Axon) ที่จำเป็นต่อการส่งสัญญาณประสาท


อันตรายจากสารแคดเมียม
แคดเมียมเป็นธาตุโลหะหนักที่มีสีเงินแกมขาว มีคุณสมบัติเบา อ่อน ดัดโค้งได้ง่าย และทนต่อการกัดกร่อน


ประโยชน์ของสารแคดเมียม
สารแคดเมียมพบได้ในโรงงานอุตสาหกรรมประเภทชุบหรือเชื่อมโลหะ การผลิตสี การเคาะพ่นสีรถยนต์ อุตสาหกรรมประเภทถลุงแร่สังกะสี อุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่ขนาดเล็ก เป็นต้น


คนเราได้รับสารแคดเมียมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร?
สารแคดเมียมเมื่อถูกความร้อนสูงจากเปลวไฟ สามารถกลายเป็นก๊าซและปนเปื้อนไปกับอากาศ จึงทำให้ผู้ที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมและผู้ที่ตั้งบ้านเรือนบริเวณดังกล่าวมีโอกาสสูดดมอากาศที่ปนเปื้อนละอองแคดเมียมได้ ขณะเดียวกันสารแคดเมียมยังสามารถปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำเและเข้าสู่มนุษย์จากการรับประทานสัตว์น้ำ


ความเป็นพิษของแคดเมียม
เราเรียกโรคที่เกิดจากแคดเมียมว่า โรคอิไต อิไต (Itai-Itai disease) ซึ่งเป็นโรคที่พบครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น โดยอาการที่เกิดจากพิษของแคดเมียม ได้แก่ ผู้ป่วยหายใจลำบาก และมีอาการคล้ายกับถุงลมโป่งพอง เมื่อสูดดมสารแคดเมียมเข้าไป นอกจากนี้แคดเมียมที่เข้าสู่ร่างกายสามารถจับกับกระดูกและฟัน พบวงสีเหลืองที่โคนของซี่ฟัน และสีจะเข้มขึ้นเรื่อยๆ หากได้รับเอาแคดเมียมติดต่อกันเวลานาน นอกจากนี้แคดเมียมยังเป็นสารที่เป็นอันตรายต่อไต ก่อให้เกิดอาการไตอักเสบจากการสะสมแคดเมียมที่ท่อไต หน่วยไต และกรวยไต ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะไตวายได้ในที่สุด


อันตรายจากสารตะกั่ว
ตะกั่วเป็นโลหะหนักที่สามารถพบได้ตามธรรมชาติ มีสีเทาเงินหรือแกมน้ำเงิน มีลักษณะอ่อน ทำให้หลอมเหลวง่าย และสามารถพิมพ์แบบออกมาเป็นรูปร่างต่างๆ ได้ดี จึงนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย


ประโยชน์ของสารตะกั่ว
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเราจะไม่ได้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ผสมสารตะกั่วแล้วก็ตาม แต่สารตะกั่วยังคงนิยมใช้ในอุตสาหกรรมหลายประเภท อาทิเช่น อุตสาหกรรมผลิตสีและหมึกพิมพ์ แบตเตอร์รี่รถยนต์ แผงวงจรอิเล็กโทรนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า บัดกรี เป็นต้น


คนเราได้รับสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร?
สารตะกั่วสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางปากโดยรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่ปนเปื้อนตะกั่ว ทางการหายใจ โดยเฉพาะจากไอเสียรถยนต์ ส่วนการดูดซึมทางผิวหนัง ส่วนมากมักเกิดกับบุคคลที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับตะกั่วเป็นส่วนใหญ่


ความเป็นพิษของตะกั่ว
ตะกั่วสามารถจับกับ Sulhydryl group ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ที่เกี่ยวกับการทำงานของเซลล์และอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และยังสามารถไปแทนที่โลหะตัวอื่นที่เป็นส่วนสำคัญของเอนไซม์ จึงทำให้เอนไซม์เหล่านั้นทำงานไม่ได้

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดพยาธิสภาพต่อระบบต่างๆ ในร่างกายตามมาในที่สุด อาทิเช่น ระบบเลือด ทำให้เกิดอาการซีด เหนื่อย อ่อนเพลีย เพราะสารตะกั่วทำให้เม็ดเลือดแดงเปราะและแตกง่าย อีกทั้งทำให้เกิดความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง ระบบไต สารตะกั่วสามารถจับกับหน่วยไตทำให้เซลล์ถูกทำลายและรบกวนการทำงานของไต โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูดน้ำและเกลือแร่กลับ จึงทำให้พบกรดอะมิโน กลูโคส และฟอสเฟตในปัสสาวะ พิษจากสารตะกั่วต่อไตในปริมาณที่สูงอาจนำไปสู่ภาวะไตวายได้ในที่สุด นอกจากนี้สารตะกั่วยังมีพิษต่อสมองโดยตรง เนื่องจากตะกั่วสามารถผ่านเข้าสู่เยื่อหุ้มสมอง (Blood Brain Barrier) และยังทำให้เยื่อหุ้มสมองผิดปกติ อาการของโรคจึงมีได้ตั้งแต่ อาการสมองบวม ปวดศรีษะ ซึมเศร้า ชัก หมดสติ และเป็นอัมพาตได้

การป้องกันอันตรายจากโลหะหนัก
ต้นเหตุสำคัญของการส่งผ่านโลหะหนักไปสู่มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการผ่านทางห่วงโซ่อาหารหรือการรับสารปนเปื้อนเข้าไปโดยตรง ขึ้นอยู่กับมาตรการของโรงงานอุตสาหกรรมและการสร้างระบบอาชีวอนามัยที่ดีในโรงงาน เพื่อป้องกันการกระจายของสารปนเปื้อนไปสู่สิ่งแวดล้อม ในฐานะที่เราเป็นผู้บริโภค วิธีการเบื้องต้นที่จะช่วยลดการรับสารปนเปื้อน คงหนีไม่พ้นการรับประทานอาหารจากแหล่งที่สะอาดและน่าเชื่อถือ อาหารสดทุกชนิดควรล้างทำความสะอาดอย่างเหมาะสม และควรหลีกเลี่ยงการตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้กับเขตโรงงานอุตสาหกรรม


การดูแลร่างกายเพื่อลดอันตรายจากโลหะหนัก
การรับประทานสารอาหารที่ช่วยขจัดสารพิษในร่างกายนั้น พบว่าผักใบเขียวที่มีส่วนประกอบสำคัญอย่างคลอโรฟิลล์ รวมทั้งคลอโรฟิลล์สกัดเข้มข้น (Chlorophyll) สามารถช่วยกำจัดสารพิษในกระแสเลือด ลำไส้ และกระดูกได้ เนื่องจากกระบวนการกำจัดสารพิษเกี่ยวข้องกับความสามารถของคลอโรฟิลล์ในการจับกับโลหะหนักในร่างกาย นอกจากนี้คลอโรฟิลล์ยังช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงตามธรรมชาติและต้านความเป็นพิษต่อเซลล์อันเกิดจากสารเคมีในกลุ่ม Aromatic compound เช่น เบนซีน โทลูอีน แนฟทาลีน ได้อีกด้วย ขนาดรับประทานที่แนะนำ 60-300 มก.ต่อวัน