0item(s)

You have no items in your shopping cart.

Product was successfully added to your shopping cart.
Swipe to the left

ตับ สำคัญแค่ไหน?

By supaporn tookpun 20 days ago 85 Views No comments

ความสำคัญของตับ

ตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีน้ำหนักประมาณ 2% ของร่างกาย ตำแหน่งอยู่บริเวณท้องส่วนบนสุดค่อนไปทางด้านขวา มีสีน้ำตาล การทำงานของตับค่อนข้างมีความสลับซับซ้อน และมีหน้าที่สำคัญหลายประการในการช่วยให้เรามีชีวิตได้อย่างปกติสุข ดังนั้นตับจึงเปรียบเสมือนหน้าต่างสะท้อนสุขภาพที่ดี จึงไม่แปลกที่ในโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี จำเป็นต้องมีการตรวจสมรรถภาพหรือการทำงานของตับอยู่ด้วยเสมอ



หน้าที่ของตับ

  • สร้างน้ำดี และขับน้ำดีออกมาทางท่อน้ำดี ทำให้กระบวนย่อยและดูดซึมสารอาหารประเภทไขมันทำได้ง่ายขึ้น
  • เป็นแหล่งผลิตและสะสมพลังงานของร่างกาย โดยเก็บเอากลูโคส (glucose) ไปสะสมไว้ในเซลล์ตับ ในสภาพของไกลโคเจน (glycogen) และเปลี่ยนไกลโคเจนกลับออกมาเป็นกลูโคส ในยามที่ร่างกายต้องการพลังงาน
  • เป็นแหล่งผลิตหรือแหล่งสะสมสารอาหาร รวมทั้งวิตามินต่างๆ เช่น วิตามินเอ ดี และวิตามินบี12 เป็นต้น
  • เป็นแหล่งผลิตสารสำคัญอื่นๆ เช่น โปรตีนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการแข็งตัวของเลือด รวมถึงการนำโปรตีนเก่ามาผ่านขบวนการรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่
  • เป็นเกราะกำบัง เพราะตับเป็นแหล่งที่อยู่ของเซลล์สำคัญ มีชื่อเรียกเฉพาะว่า คุฟเฟอร์เซลล์ (Kupffer's cell) ซึ่งทำหน้าที่ดักจับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย



ตับกับการทำลายสารพิษ

ตับ เป็นอวัยวะที่สำคัญในการทำลายสารพิษต่างๆ ที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน ทั้งจากการรับประทาน (ยา สารกันบูด ยาฆ่าแมลง เชื้อรา) การสูดดม การซึมผ่านผิวหนัง หรือแม้แต่สารพิษที่ร่างกายผลิตขึ้นเอง ทั้งหมดนี้ ต้องผ่านด่านปราการสำคัญ คือ ตับ เพื่อทำการขจัดสารพิษ โดยตับจะจัดการให้เป็นสารที่ไม่มีพิษและขับออกจากร่างกาย ทั้งการขับออกพร้อมกับน้ำดีหรือขับออกทางปัสสาวะ ในทางตรงกันข้าม หากตับไม่สามารถทำลายสารพิษได้หรือเกินขีดกำลังความสามารถของตับ สารพิษนั้นก็จะไปทำลาย เซลล์ตับได้เช่นเดียวกัน



ปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพตับ

  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจํา ทําให้เกิดภาวะตับอักเสบและเรื้อรังจนเป็นตับแข็งได้
  • ผู้ที่มีประวัติการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ หรือบี และไม่ได้รับการรักษา ทําให้เกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรัง และกลายเป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับ
  • การรับประทานยาบางชนิดติดต่อเป็นระยะเวลานาน เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาปฏิชีวนะ ยาต้านการอักเสบ หรือแม้แต่ยาแก้ปวดลดไข้พาราเซตามอลที่เราคุ้นเคย ก็อาจส่งผลต่อสุขภาพตับได้
  • การได้รับสารอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) ซึ่งเป็นสารพิษที่สร้างมาจากเชื้อราที่ปะปนมาในอาหารจำพวกถั่วต่างๆ ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด ที่เก็บไว้ไม่ดีและมีความชื้น การได้รับสารนี้เป็นเวลานานเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับ
  • ผู้ที่ทำงานสัมผัสกับสารพิษต่างๆ เช่น คาร์บอนเตตราคลอไรด์ (Carbon tetrachloride) และคลอโรฟอร์ม (Chloroform) เป็นต้น
  • ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น น้ำหนักเกิน เบาหวาน อาจส่งผลต่อสุขภาพของตับได้เช่นเดียวกัน




สารอาหารบำรุงตับ


แดนดิไลอ้อน (Dandelion) เป็นพืชสมุนไพรที่พบมากในแถบยุโรป นิยมใช้เพื่อขจัดสารพิษและเพิ่มประสิทธิภาพการทำลายสารพิษที่ตับ เนื่องจากมีฤทธิ์ส่งเสริมการทำงานของตับและเพิ่มการหลั่งน้ำดีมากขึ้น นอกจากนี้ยังส่งเสริมการกำจัดของเสียที่ไตและมีฤทธิ์ขับปัสสาวะตามธรรมชาติ จึงเป็นการลดการสะสมของเสียและสารพิษอันเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ขนาดรับประทานที่แนะนำต่อการบำรุงตับ 550 มิลลิกรัมต่อวัน


กลูตาไธโอน (Glutathione) นอกจากจะนำมาใช้เพื่อความงามหรือการทำให้ผิวแลดูกระจ่างขาวใสแล้ว ยังนิยมนำมาบำรุงส่งเสริมการทำงานของตับ เนื่องจากกลูตาไธโอนเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นสารตั้งต้นของเอนไซม์ Glutathione S-transferase ในกระบวนการขับสารพิษออกจากร่างกาย แต่หากมีปริมาณของสารพิษมากเกินความสามารถของกลูตาไธโอน สารพิษที่เหลือจะเล็ดลอดเข้าสู่เนื้อตับและทำลายเซลล์ตับโดยตรง ดังนั้นการเพิ่มระดับกลูตาไธโอนจึงเสมือนเป็นการเพิ่มสารช่วยป้องกัน การทำลายจากสารพิษได้ นอกจากนี้กลูตาไธโอนยังเป็นสารตั้งต้น Glutathione peroxidase ที่ช่วยทำลายอนุมูลอิสระโดยตรง ขนาดรับประทานที่แนะนำในการบำรุงตับ 250 มิลลิกรัมต่อวัน

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยสมุนไพรไทยที่มีการศึกษาฤทธิ์ปกป้องเซลล์ตับและช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย อาทิเช่น รางจืด ลูกใต้ใบ กระเม็ง ฟ้าทะลายโจร มะขามป้อม เป็นต้น

นอกจากตัวช่วยในการบำรุงสุขภาพตับอย่างพืชสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแล้ว การดูแลรักษาสุขภาพตับให้แข็งแรงสามารถทำได้ง่ายๆ เช่น หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ไม่รับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ และสวมอุปกรณ์ป้องกัน เมื่อจำเป็นต้องทำงานสัมผัสกับสารเคมี หรือยาฆ่าแมลง เป็นต้น