0item(s)

You have no items in your shopping cart.

Product was successfully added to your shopping cart.
Swipe to the left

8 วิธีล้างสารพิษ ชีวิตสดใส

By สุภาพร ถูกพันธ์ 1 month ago 81 Views No comments

19 ก.ค. 2019 3:34:20

1. เปลี่ยนกาแฟยามเช้าเป็นชาเขียวหอมกรุ่น

ไม่เถียงว่ากาแฟเป็นเครื่องดื่มที่นิยมกันมานานทั่วโลก จึงนับได้ว่ามีความปลอดภัยในระดับที่วางใจได้ เพราะคาเฟอีนมีคุณสมบัติกระตุ้นประสาท เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ออกซิเจนในร่างกาย ทำให้เผาผลาญพลังงานได้ดี สารโพลีฟีนอลที่มีในกาแฟก็ช่วยบำรุงสุขภาพร่างกาย แต่สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับคนไทยคือ ดื่มกาแฟไม่ค่อยเป็น ต้องมีทั้งความหวาน ความมันประกอบด้วย ซึ่งนำมาสู่ความอ้วน และไขมันในเลือดสูง
นอกจากนี้เชื้อแบคทีเรียประเภทก่อโรคก็ทวีจำนวนจากอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ สร้างสารพิษขึ้นมาสะสมไว้ในลำไส้มากมาย หรือแม้แต่ตัวคาเฟอีนในกาแฟเอง เมื่อดื่มติดต่อเป็นเวลานานก็ใช่ว่าจะดี ลองเปลี่ยนมาดื่มน้ำชาเขียวที่ชงร้อนๆ แบบที่ชาวจีน ชาวญี่ปุ่นดื่มกัน เพราะใน ชาเขียว (Green Tea) มีสารคาเฟอีนในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไป ไม่มีน้ำตาลและไขมันส่วนเกิน แถมยังเปี่ยมคุณประโยชน์จากสารคาเทชินและโพลีฟีนอลในปริมาณที่มากกว่ากาแฟ นอกจากจะช่วยให้สดชื่นยามเช้าแล้ว ยังช่วยบำรุงสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ป้องกันมะเร็ง เพิ่มการเผาผลาญของร่างกาย เหนือกว่ากาแฟหลายเท่า

2. ตั้งการ์ดพร้อมสู้สารพิษจากสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน

อย่างที่บอกว่าสารพิษมีอยู่รอบตัวเราลองมองซ้ายมองขวาก็เจอพลาสติกอย่างน้อยหนึ่งอย่าง โดยในพลาสติกมักใส่สารประกอบต่างๆ เพื่อให้พลาสติกมีความยืดหยุ่น เหมาะสมแก่การใช้งาน ซึ่งสารเหล่านั้นอาจเป็น PCBs, Phthalates หรืออื่นๆ ที่มีคุณสมบัติทำให้เกิดมะเร็ง กลายพันธุ์ รวมถึงกลายเพศได้ เนื่องจากโครงสร้างเคมีคล้ายฮอร์โมนเพศหญิง อาจทำให้ผู้ชายกลายเป็นผู้หญิงได้หากสัมผัสต่อเนื่องยาวนาน
หากเจอแบบนี้ต้องสู้ด้วยสารล้างพิษจากธรรมชาติสีเขียวอย่าง คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) 60-300 มก./วัน ที่มีคุณสมบัติช่วยล้างลำไส้ จับกับสารพิษและโลหะหนักที่มาจากอาหารที่เรารับประทานหรือที่ตับขับออกมากับน้ำดีให้ออกไปกับอุจจาระให้เกลี้ยง ช่วยให้ลมหายใจหอมสดชื่น ดับกลิ่นปากกลิ่นตัว หรือหากต้องการบำรุงตับซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมและขจัดสารพิษโดยตรงก็ต้องรับประทาน แน็ก (NAC; N-Acetyl-L-Cysteine) 600-1,200 มก./วัน ที่มีคุณสมบัติดูดซึมเข้าสู่ร่างกายไปบำรุงตับ กระตุ้นภูมิต้านทาน เพิ่มประสิทธิภาพการทำลายสารพิษที่ตับได้อย่างดีเยี่ยม



3. ดื่มน้ำให้ถูกต้องและพอเพียง
ทุกคนคงตอบได้อยู่แล้วว่า เราควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อให้เพียงพอกับการทำงานและการล้างพิษออกทางไต แต่มีสิ่งที่พึงระวังสำหรับนิสัยคนไทย คือ น้ำที่เราดื่มมักไม่ใช่น้ำเปล่าธรรมดา แต่เป็นน้ำหวาน น้ำอัดลม หรือกระทั่งน้ำชาเขียวบรรจุขวด นี่ก็ไม่นับว่าดีสักเท่าไหร่ เพราะมีน้ำตาลในปริมาณมาก ทำให้เซลล์ในร่างกายได้รับสารพิษจากกระบวนการเผาผลาญ ส่งผลให้แก่และเหี่ยวเร็ว ว่าง่ายๆ คือ ดื่มน้ำเปล่าดีสุดแล้ว แต่ถ้ายังติดหวานอยู่ มีข้อแนะนำ 2 ประการ คือ
1.ปรับเปลี่ยนเป็นดื่มน้ำผลไม้คั้นสดที่ไม่ได้แยกกากในบางมื้อหรือจะหักดิบเลิกกินเลย
2.ลองหา กรดอัลฟาไลโปอิก (ALA; Alpha Lipoic Acid) 50-200 มก./วัน มารับประทาน เพราะนอกจากช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้แล้ว วิตามินชนิดนี้ยังกระจายตัวไปตามเนื้อเยื่อต่างๆ ทั่วทั้งร่างกาย เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายอย่าง กลูตาไทโอนได้อย่างมีประสิทธิภาพและจับกับโลหะหนักที่เกาะแน่นกับเนื้อเยื่อที่ไม่ยอมถูกขับง่ายๆ ให้ออกมากับ ALA แล้วขับถ่ายออกจากร่างกายไปได้อย่างไม่ยากเย็น

4. แอลกอฮอล์อย่าเยอะ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเข้าสังคมทุกวันนี้ แอลกอฮอล์จัดเป็นสิ่งหนึ่งที่แทบจะขาดไม่ได้เลย เพราะช่วยละลายพฤติกรรม ทำให้คนสนุกกันมากขึ้น ถึงตัวคุณและสมองจะร่าเริงกันขนาดไหน แต่ตับรวมถึงลำไส้คุณไม่ได้สนุกสนานไปด้วย เพราะแอลกอฮอล์และสารอัลดีไฮด์ที่ร่างกายเตรียมขจัดออกเป็นพิษต่อร่างกาย ตับก็กำลังทำหน้าที่อย่างแข็งขันในการกำจัดแอลกอฮอล์ออกไปเพื่อไม่ให้ร่างกายทรุดโทรม แก่ไว และตับไม่พังไปเสียก่อน
เราจึงควรเลิกดื่มแอลกอฮอล์ไปเลย หรือจำกัดให้น้อยเพียงครั้งละไม่เกิน 1 ดริงค์ หรือเบียร์หนึ่งกระป๋อง เหล้า 1 ฝา ที่สำคัญไม่ควรดื่มทุกวัน ให้ตับได้พักบ้าง มากสุดไม่ควรเกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกไวน์ดีกว่า เพราะมีสารธรรมชาติที่ช่วยบำรุงหัวใจ ไม่ใช่แค่แอลกอฮอล์กับแป้งหรือน้ำตาลเพียงอย่างเดียว
หากต้องการลดภาระการทำงานของตับ ให้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตับด้วยการเสริมกลูตาไทโอนให้แก่ร่างกาย ด้วยการรับประทาน กลูตาไธโอน (Glutathione) วันละ 250 มิลลิกรัมเวลาท้องว่าง แต่ถ้าวันไหนดื่มก็เบิ้ลไป 500 ได้เลย


5. ปรับเปลี่ยนนิสัยการรับประทานแป้งและใยอาหาร
ไม่ใช่แค่น้ำตาลปริมาณสูงอย่างเดียวที่ทำร้ายคุณ ไขมันปริมาณมากๆ ก็เช่นเดียวกัน สารอาหารเหล่านี้สามารถแตกตัวเป็นอนุมูลอิสระ ก่อสารพิษทำลายเซลล์ได้อย่างน่ากลัว แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่รับประทานมากแค่ไหน อยู่ที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ทีละมากๆ หรือทยอยรับเข้าไปทีละน้อย ถ้าอย่างแรกก็เตรียมตัวหน้าเหี่ยวพร้อมกับเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง แต่ถ้าอยากให้เป็นอย่างหลัง อันนี้ง่ายเลย เพราะคำตอบอยู่ที่ไฟเบอร์หรือใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ ซึ่งมีอยู่ในพืชผักหลายชนิด เช่น หอมหัวใหญ่ ข้าวโอต แก่นตะวัน ข้าวบาร์เลย์ ชิโครี กระเทียม หน่อไม้ฝรั่ง กล้วย แอปเปิล และ เทียนเกล็ดหอย (Psyllium seed husk) ซึ่งอันหลังสุดนี้ สะดวกง่ายดายแก่การรับประทานเพราะเพียงตักมา 1-2 ช้อนชาเทผสมน้ำดื่ม ตามด้วยน้ำหนึ่งแก้วเต็ม เท่านี้ก็ได้สารอาหารล้างสารพิษ ป้องกันกระบวนการสร้างความแก่ บวกโบนัสลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ยืดอายุ ลดไขมันในเลือดได้อีก อันนี้นักวิทยาศาสตร์เขาศึกษามาจนแน่ใจแล้วครับ



6. ปั่นสมูตตี้สูตรเฉพาะของคุณเอง
เมืองไทยบ้านเราเป็นเขตร้อนที่ร่ำรวยผลไม้หลายชนิด บางชนิดก็เป็นอาหารที่อุดมด้วยวิตามินและกากใยอาหารที่ช่วยดูดซับสารพิษจากอาหารอื่นๆ หรือที่ตับขับออกมากับน้ำดีได้ เพียงคุณเลือกผักผลไม้ที่ชื่นชอบสักอย่างสองอย่างมาผสมกับผลไม้ที่มีประโยชน์ ปรุงรสนิดหน่อย เพราะได้ความหวานจากน้ำตาลในผลไม้ พร้อมกับเครื่องปั่นและความตั้งใจแค่นี้ก็ได้สูตรสมูตตี้ที่คุณทำเองได้ที่บ้าน จากนั้นจุดหมายแห่งการลดน้ำหนักพร้อมการขับสารพิษก็อยู่ไม่ไกล ตัวอย่างง่ายๆ เช่นสูตรนี้
-เตรียมแอปเปิ้ลออร์แกนิกสักลูกหรือสองลูกมาปั่นหรือคั้นแบบไม่แยกกากให้ได้ปริมาณสักแก้วใหญ่ๆ (250 มิลลิลิตร) ไม่ควรใช้น้ำแอปเปิ้ล เพราะสมูตตี้ของคุณจะใสเกินไปและขาดใยอาหารไปอย่างน่าเสียดาย
-เตรียมขิงหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และ เทียนเกล็ดหอย อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ เติมลงไปปั่นให้เข้ากัน เติมน้ำเล็กน้อยเพื่อให้ปั่นง่ายขึ้น หรือจะเติมน้ำแข็งด้วยเพื่อความเย็นสดชื่นก็ไม่ว่ากัน
-เทลงแก้วใบใหญ่ ดื่มตอนท้องว่างเวลาเช้า ถ้าเป็นไปได้อาจดื่มน้ำตามอีกสักแก้ว เพื่อให้การล้างพิษได้ประสิทธิภาพเต็มที่ แต่ถ้าเติมน้ำหรือน้ำแข็งไปเยอะแล้วก็ไม่ว่ากัน
ด้วยวิตามินมากมายใน แอปเปิ้ล (Apple Cider Vinegar) จะช่วยบำรุงลำไส้ และใยอาหารจากแอปเปิ้ลและเทียนเกล็ดหอย (Psyllium seed husk) ที่จับกับสารพิษต่างๆ ไว้ ส่วน ขิง (Ginger) ช่วยกระตุ้นลำไส้ให้ทำงานทันใจ บีบขับสารพิษออกมาอย่างเร็ว


7. ออกกำลังกายและออกกำลังใจด้วยโยคะ
ใครๆ ก็รู้ว่าการออกกำลังกายนั้นดีต่อสุขภาพแค่ไหน แต่ถ้ามีคนมาบังคับให้คุณเลือกการออกกำลังกายในโลกนี้ได้เพียงอย่างเดียว ขอแนะนำเลยว่าโปรดเลือก “โยคะ” เป็นอันดับแรกเลย เพราะการฝึกโยคะคือการบริหารทั้งร่างกายและจิตใจ ได้จดจ่อกับลมหายใจและกล้ามเนื้อไปพร้อมกัน นอกจากจะออกกำลังกายสลายสารพิษในร่างกาย ทำให้การขับถ่ายเป็นปกติ ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังสามารถสลายความเครียดด้วยการทำสมาธิกับลมหายใจ และการหายใจให้เป็นก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ดีมากสำหรับการนำออกซิเจนไปใช้ได้ประโยชน์สูงสุดกับทุกเซลล์ในร่างกาย ตลอดจนสามารถนำพาสารพิษขับทิ้งไปทางลมหายใจได้อย่างเปี่ยมประสิทธิภาพอีกทางหนึ่งด้วย

8. หันหน้าเข้าหาอาหารและยาจากธรรมชาติ
ธรรมชาตินี่มหัศจรรย์กว่าที่เราคิดไว้มาก อาหารมากมายหลายอย่างมีคุณสมบัติที่ดีต่อร่างกาย ซึ่งเรียกกันว่า ''อาหารฟังก์ชัน'' หรืออาหารที่ให้คุณประโยชน์มากไปกว่าการให้พลังงานแก่ร่างกายเฉยๆ เช่น ช่วยให้ภูมิต้านทานแข็งแรงขึ้น ทำให้การขับถ่ายคล่องเป็นปกติ ป้องกันโรคหัวใจ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเราสามารถรับประทานอาหารเป็นยา ทั้งในแง่การรักษาและการป้องกันโรคที่อาจจะเกิดขึ้นแบบองค์รวม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น การรับประทานมะละกอที่มีเอนไซม์ช่วยย่อยในส้มตำกับอาหารอีสานที่มีเนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก กระเทียม (Garlic) ที่ช่วยจำกัดปริมาณเชื้อราในร่างกาย ตลอดจนทำให้เลือดไหลเวียนดี ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและนำพาไขมันและสารพิษที่สะสมอยู่ตามเนื้อเยื่อออกมาขจัดออกจากร่างกาย หรือในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการล้างพิษ ได้แก่ แดนดีไลอ้อน (Dandelion) พืชที่พบเห็นได้ทั่วไปในเขตอบอุ่น ทว่ามีดีที่ช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี ร่างกายจึงสามารถขับถ่ายสารพิษที่ตับขับออกมาได้ดียิ่งขึ้น